โครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ มีอะไรบ้าง? ต่างกันอย่างไร?

โครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ เป็นการออกแบบทางวิศวกรรมเลนส์ที่ซับซ้อนเพื่อรวมค่าสายตาหลายระยะไว้ในเลนส์ชิ้นเดียว การทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกเลนส์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างแม่นยำที่สุด

 

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของพื้นที่การมองเห็นแต่ละส่วนบนเลนส์โปรเกรสซีฟ รวมถึงปัจจัยสำคัญอย่าง Corridor ที่ส่งผลต่อความสบายตา เพื่อให้การตัดแว่นเลนส์โปรเกรสซีฟครั้งต่อไปของคุณเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ

 

Key Takeaways

 

    • โซนการมองเห็นของเลนส์โปรเกรสซีฟ แบ่งออกเป็น 3 โซน คือ ระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ เพื่อการมองเห็นที่ไร้รอยต่อ
    • Corridor หรือทางเดินสายตา เป็นตัวกำหนดความนุ่มนวลในการเปลี่ยนโฟกัส ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับค่าสายตาและกรอบแว่นโปรเกรสซีฟ
    • เทคโนโลยี Digital Freeform ช่วยลดภาพบิดเบือนด้านข้างเลนส์ ทำให้ปรับตัวเข้ากับแว่นใหม่ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
    • การเลือกเลนส์เฉพาะบุคคล ช่วยให้สามารถปรับแต่งโครงสร้างให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันได้
    • การปรึกษาทัศนมาตรเพื่อวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์เฉพาะบุคคล เป็นสิ่งสำคัญในการดึงประสิทธิภาพสูงสุดของเลนส์ออกมา

 

สารบัญบทความ

 

 

ทำความรู้จักกับ โครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ

 

 

เลนส์โปรเกรสซีฟ เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสายตาในทุกระยะการมองเห็นสำหรับผู้ที่มีค่าสายตายาวตามวัย โดยปราศจากเส้นแบ่งหรือรอยต่อที่มองเห็นได้ โครงสร้างของเลนส์ชนิดนี้อาศัยการออกแบบด้วยการเปลี่ยนแปลงความโค้งที่ผิวเลนส์ เพื่อไล่ระดับกำลังหักเหของแสงจากส่วนบนซึ่งเป็นพื้นที่มองไกล (Distance Zone) ลงมาสู่พื้นที่มองใกล้ (Near Zone) ที่อยู่บริเวณส่วนล่างของเลนส์ โดยมีจุดเชื่อมต่อที่สำคัญขั้นระหว่างกลางเรียกว่า พื้นที่ระยะกลาง (Intermediate Zone) ซึ่งทำหน้าที่ทำให้การเปลี่ยนระยะการมองเห็นเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนในการออกแบบโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ ทำให้ตัวเลนส์เกิดข้อจำกัดทางการมองเห็น คือมีพื้นที่ที่มองผ่านเลนส์แล้วทำให้เกิดอาการพร่ามัว เนื่องจากมีค่าสายตาเอียงที่ไม่พึงประสงค์ (Unwanted Astigmatism) แทรกอยู่บริเวณพื้นที่ขอบข้างเลนส์ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจส่งผลให้ผู้สวมใส่รู้สึกถึงอาการภาพบิดเบือนหรือความรู้สึกวูบวาบในขณะที่เคลื่อนไหวศีรษะ

 

แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยี Digital Freeform ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการคำนวณและขัดโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟแบบจุดต่อจุดอย่างละเอียด ทำให้สามารถลดขนาดพื้นที่ภาพบิดเบือนให้น้อยลงและขยายพื้นที่มองชัดให้กว้างขึ้น โดยคำนวณจากค่าพารามิเตอร์เฉพาะบุคคล เช่น ความโค้งหน้าแว่น (FFA), ความเทของหน้าแว่น (Panto) , และระยะห่างระหว่างกระจกตากับเลนส์ (CVD) เพื่อมอบประสิทธิภาพการมองเห็นที่คมชัดและช่วยให้ปรับตัวกับแว่นโปรเกรสซีฟใหม่ได้ง่ายขึ้น

 

โซนการมองเห็นของเลนส์โปรเกรสซีฟ มีกี่ส่วน

 

 

เลนส์โปรเกรสซีฟถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลไกการเพ่งของดวงตาที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย โดยโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟถูกแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักตามระยะการมองเห็น ดังนี้

 

1. โซนระยะไกล (Distance Zone)

 

พื้นที่ส่วนบนสุดของเลนส์ ออกแบบมาเพื่อการมองเห็นในระยะไกล เช่น การขับรถ การชมภาพยนตร์ หรือการมองทิวทัศน์ โครงสร้างในส่วนนี้จะมีกำลังค่าสายตาที่ค่อนข้างคงที่และมีพื้นที่การมองเห็นกว้างที่สุด เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถกวาดสายตาในแนวซ้าย-ขวาได้โดยเกิดภาพบิดเบือนน้อยที่สุด เพื่อให้การรับรู้เกี่ยวกับการกะระยะมีความแม่นยำสูง

 

2. โซนระยะกลาง (Intermediate Zone)

 

พื้นที่ส่วนกลางที่เชื่อมต่อระหว่างระยะไกลและระยะใกล้ โครงสร้างในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะเป็นโซนที่ใช้สำหรับการมองจอคอมพิวเตอร์ คอนโซลรถยนต์ หรือสิ่งของในระยะช่วงแขนประมาณ 60–80 เซนติเมตร โดยกำลังค่าสายตาบนเลนส์จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้น ซึ่งมุมมองความกว้างของโซนนี้จะแปรผันตามการออกแบบโครงสร้างเลนส์และค่าสายตายาวตามวัย ยิ่งมีค่าสายตายาวตามวัยเยอะ มุมมองก็ยิ่งแคบ

 

3. โซนระยะใกล้ (Near Zone)

 

พื้นที่ส่วนล่างของเลนส์ที่ให้กำลังค่าสายตาสูงสุดสำหรับการอ่านหนังสือ การใช้โทรศัพท์ หรือการทำงานในระยะใกล้ประมาณ 30–40 เซนติเมตร ถึงแม้ว่ากำลังค่าสายตาที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดภาพบิดเบือนด้านข้างเป็นปริมาณมาก แต่เนื่องจากโซนระยะใกล้ตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างสุดของเลนส์ ผู้ผลิตจึงสามารถออกแบบโดยการผลักดันภาพบิดเบือนที่ไม่ต้องการไปไว้ที่มุมด้านล่างได้ง่ายกว่าโซนระยะกลาง จึงทำให้โซนระยะใกล้มีความกว้างเป็นลำดับที่ 2 รองจากโซนระยะไกล

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพฤติกรรมการใช้สายตาของแต่ละคนนั้นมีความละเอียดอ่อนที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น Individual Progressive Lens หรือเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการมองเห็นที่ต่างกัน และเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของโครงสร้างเลนส์มาตรฐาน

 

Individual Progressive Lens หรือเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล คือเทคโนโลยีการดีไซน์โครงสร้างเลนส์แบบพิเศษที่มอบความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่าโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟแบบทั่วไป ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์แบบ Digital Freeform เพื่อสร้างพื้นผิวเลนส์ให้สอดคล้องกับค่าพารามิเตอร์เฉพาะตัวของผู้สวมใส่และลักษณะการใช้งานจริง โดยหัวใจสำคัญคือการปรับสมดุลระหว่างพื้นที่การมองเห็นทั้ง 3 ระยะ (ไกล กลาง ใกล้) ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ เช่น หากผู้ใช้งานเน้นการขับรถและกิจกรรมกลางแจ้ง ระบบการผลิตจะคำนวณเพื่อขยายโซนระยะไกลให้กว้างเป็นพิเศษ หรือหากเป็นกลุ่มวิชาชีพที่ต้องใช้งานหน้าทั้งจอและเอกสารควบคู่กัน ระบบก็สามารถคำนวณให้โซนระยะกลางและระยะใกล้กว้างกว่าเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นทั่วไปได้เช่นกัน

 

Corridor กับโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ เกี่ยวข้องกันอย่างไร

 

Corridor คือพื้นที่ส่วนกลางของเลนส์โปรเกรสซีฟที่มีการไล่ระดับกำลังค่าสายตาจากโซนมองไกล (Distance zone) ลงไปยังโซนมองใกล้ (Reading zone) พื้นที่แถบนี้เปรียบเสมือนทางเดินของสายตาที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นวัตถุในระยะกลาง เช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแผงคอนโซลรถยนต์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง

 

โดยการออกแบบความยาวของ Corridor จะมีผลต่อโครงสร้างและประสิทธิภาพของเลนส์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการมองเห็นและความสบายตาของผู้ใช้งาน ดังนี้

 

ความกว้างของพื้นที่การมองเห็น

 

โดยธรรมชาติของโครงสร้างเลนส์ ยิ่ง Corridor มีความยาวมากเท่าใด ความบิดเบือนด้านข้างเลนส์จะยิ่งลดน้อยลง ส่งผลให้พื้นที่การมองเห็นในระยะกลางกว้างขึ้นและปรับตัวได้ง่าย ในทางกลับกัน Corridor ที่สั้นจะทำให้การสลับเปลี่ยนโฟกัสระหว่างระยะไกลกับใกล้ทำได้รวดเร็วกว่า แต่ก็แลกมาด้วยพื้นที่การมองเห็นที่แคบลงและภาพบิดเบือนที่มากขึ้น

 

ตำแหน่งการเหลือบตา

 

ความยาวของ Corridor ที่เลือก ควรสัมพันธ์กับค่าสายตาและพฤติกรรมการเหลือบตาของผู้สวมใส่ หากเลือกความยาวที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ผู้ใช้งานต้องก้มหรือเงยหน้าในองศาที่ไม่เป็นธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยล้าตาหรือคอได้

 

การเลือกกรอบแว่น

 

Corridor มีผลต่อการเลือกขนาดกรอบแว่นโปรเกรสซีฟที่เหมาะสม หากเลือกกรอบแว่นที่มีความสูงน้อย แต่ใช้ Corridor ยาว พื้นที่สำหรับการอ่านหนังสืออาจถูกตัดออกไปบางส่วน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการมองใกล้ที่ลดลง

 

เลือกเลนส์โปรเกรสซีฟ Corridor แบบไหนให้เหมาะกับค่าสายตา

 

หัวใจสำคัญของการตัดแว่นโปรเกรสซีฟเข้ากับผู้ใช้งาน คือการคัดเลือกความยาวของ Corridor ที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการออกแบบมา 3 ระดับคือ Short, Medium, Long เพื่อรองรับปัจจัยความแตกต่างของค่าสายตาและพฤติกรรมการใช้สายตาที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละบุคคล ดังนี้

 

1. เลือกให้เหมาะกับค่าสายตายาวตามวัย (ADD)

 

    • ค่า ADD สูง เช่น +2.00 ขึ้นไป ควรเลือก Long Corridor เพราะค่า ADD ที่สูงจะสร้างภาพบิดเบือนด้านข้างที่รุนแรง การยืด Corridor ให้ยาวขึ้นจะทำให้การไล่ระดับกำลังค่าสายตามีความนุ่มนวลช่วยลดวูบวาบให้น้อยลง และเพิ่มความกว้างในระยะกลางเวลามองคอมพิวเตอร์ให้กว้างขึ้น
    • ค่า ADD ปานกลาง เช่น +1.25 ถึง +1.75 แนะนำเลือก Medium Corridor เพื่อเพิ่มพื้นที่การมองเห็นระยะกลางให้เพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการพื้นลอยได้ดีอีกด้วย
    • ค่า ADD ต่ำ เช่น +0.50 ถึง +1.00 สามารถเลือก Short Corridor เพื่อให้เหลือบตามองผ่านโซนอ่านหนังสือได้ง่ายโดยที่ผู้ใช้งานยังรู้สึกสบายตาอยู่ เพราะค่าสายตายาวตามวัยในช่วงนี้ มีปริมาณภาพบิดเบือนด้านข้างน้อย ไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อการปรับสายตา

 

2. เลือกให้เหมาะตามไลฟ์สไตล์การใช้สายตา

 

เราสามารถแบ่งกลุ่มการเลือก Corridor ให้เหมาะสมตามกิจกรรมหลักของผู้ใช้งานได้ดังนี้

 

ไลฟ์สไตล์/กิจกรรม Corridor ที่แนะนำ เหตุผล
เน้นขับรถหรือกิจกรรมกลางแจ้ง Long เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ต้องกวาดตามองไปมาอยู่ตลอด จึงควรออกแบบให้พื้นที่มองไกลกว้างที่สุดและมีภาพบิดเบือนต่ำ เพื่อช่วยให้โฟกัสง่าย กะระยะได้อย่างแม่นยำ การเลือก Long Corridor จะช่วยผลักโซนภาพบิดเบือนลงด้านล่างและเพิ่มพื้นที่โซนมองไกลให้กว้างขึ้นแทน
เน้นนั่งทำงานออฟฟิศ/ใช้คอมพิวเตอร์ มือถือ เอกสาร Medium เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับระยะกลางและใกล้โดยตรง การเลือก Medium Corridor จะมอบพื้นที่การมองคอม เอกสาร มือถือ ได้กว้างและสบายตามากที่สุด
เน้นอ่านหนังสือ/ทำงานละเอียดอ่อนในระยะใกล้ เช่น แกะสลักหรือเย็บปักถักร้อย Short ช่วยให้เหลือบตามองลงแล้วพบโซนมองใกล้ได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเหลือบตาลงต่ำมากนัก จึงลดอาการเมื่อยล้าตาหากต้องมองใกล้เป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ดี

 

3. เลือกให้เหมาะตามค่าสายตาโดยรวมของตนเอง

 

ปริมาณค่าสายตามองไกล ปริมาณค่าสายตายาวตามวัย (ค่า Add) Corridor ที่แนะนำ เหตุผล
สายตาสั้นน้อย น้อย Short ค่าสายตาไม่ซับซ้อน มีภาพบิดเบือนน้อย การใช้ Corridor สั้น ช่วยให้หาจุดอ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ
สายตาสั้นมาก น้อย Medium สายตาสั้นมาก จะทำให้ภาพโดยรอบเริ่มมีความบิดเบือนเพิ่มขึ้น การขยับมาใช้ Medium Corridor จะช่วยลดความวูบวาบขณะกวาดตาลงได้
สายตาสั้นน้อย มาก Medium ควรใช้ Medium Corridor เพื่อช่วยให้การไล่ระดับค่าสายตาเป็นไปอย่างนุ่มนวล ลดทอนการกระโดดของค่าสายตาที่เร็วเกินไปจนเสี่ยงต่อการเวียนศีรษะ
สายตาสั้นมาก มาก Long เป็นค่าสายตาที่ซับซ้อน ควรใช้ Long Corridor เท่านั้น เพื่อยืดพื้นที่การมองระยะกลาง(ระยะPC โน้ตบุ๊ก) ออกไปให้ได้กว้างมากที่สุด จึงจะสามารถมองได้สบายตา หากเลือก Corridor สั้นเกินไป จะทำให้เกิดความไม่สบายตาขณะใช้งานได้
สายตายาวมองไกลน้อย น้อย Medium Medium เป็นจุดเริ่มต้นมาตรฐานสำหรับผู้ที่มีสายตามองไกลเป็นแบบยาว เนื่องจากเลนส์บวกจะทำให้มองเห็นภาพขยายใหญ่ขึ้น ผู้ใช้งานจึงรู้สึกถึงความบิดเบือนได้ง่ายกว่าปกติ การเลือกใช้ Medium Corridor คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยลดความรู้สึกวูบวาบขณะใช้งานลง
สายตายาวมองไกลมาก น้อย Medium-Long สายตายาวมองไกลมีมาก จะทำให้ภาพโดยรอบเริ่มมีความบิดเบือนเพิ่มขึ้น การขยับมาใช้ Corridor ระดับ Medium หรือ Long จะช่วยลดความวูบวาบขณะกวาดตาลงได้
สายตายาวมองไกลน้อย มาก Medium-Long ควรใช้ Medium หรือ Long Corridor เพื่อช่วยให้การไล่ระดับค่าสายตาเป็นไปอย่างนุ่มนวล ลดทอนการก้าวกระโดดของค่าสายตาขณะกวาดตาที่เร็วเกินไปจนเสี่ยงต่อการเวียนศีรษะ
สายตายาวมองไกลมาก มาก Long เป็นค่าสายตาที่ซับซ้อน ควรใช้ Long Corridor เท่านั้น เพื่อยืดพื้นที่การมองระยะกลาง(ระยะPC โน้ตบุ๊ก) ออกไปให้ได้กว้างมากที่สุด จึงจะสามารถมองได้สบายตา นอกจากนี้ยังลดโอกาสเห็นพื้นลอยลงได้มาก ช่วยให้ปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น
ไม่มีค่าสายตามองไกล น้อย Short-Medium ปรับตัวค่อนข้างง่าย เพราะส่วนบนของเลนส์ไม่มีภาพบิดเบือน แนะนำเลือก Short Corridor ถ้าต้องการมองหาโซนอ่านหนังสือง่าย แต่ถ้าเซนซิทีฟรู้สึกว่าพื้นลอย สามารถเปลี่ยนไปใช้ Medium Corridor เพื่อลดอาการพื้นลอยได้
ไม่มีค่าสายตามองไกล มาก Medium ค่าสายตายาวตามวัยที่มากขึ้น จะเริ่มส่งผลต่อความวูบวาบ การเลือก Medium Corridor จะให้ความกว้างระยะกลางที่เพียงพอและปรับตัวได้ไว
ค่าสายตา 2 ข้างที่แตกต่างกัน น้อยถึงมาก Short ค่าสายตาในตาแต่ละข้างที่ต่างกัน จะทำให้มี distortion หรือความวูบวาบ ที่ไม่สมดุลกันในตาแต่ละข้าง โดยเฉพาะในช่วง corridor progression จากระยะไกลมาระยะใกล้ ดังนั้นการเลือก short corridor จะช่วยให้เราเหลือบตาเข้ามามองที่ระยะใกล้ได้เร็วที่สุด โดยหลีกเลี่ยง distortion ที่ไม่เท่ากันระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง

 

สิ่งที่ควรทราบ

 

ข้อจำกัดสำคัญของเลนส์โปรเกรสซีฟในกลุ่มเริ่มต้น คือการปรับแต่งค่า Corridor ที่มักมีตัวเลือกจำกัดเพียง Short หรือ Long ให้เลือกเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้งานบางรายที่มีลักษณะการใช้สายตาที่เหมาะกับแบบ Medium

 

ในทางตรงกันข้าม เลนส์โปรเกรสซีฟตั้งแต่กลุ่มระดับกลางขึ้นไป ส่วนใหญ่จะมีนวัตกรรมที่รองรับการเลือก Corridor ได้อย่างอิสระ ดังนั้นในขั้นตอนสุดท้ายของการเลือกเลนส์ นักทัศนมาตรจะนำเอาไลฟ์สไตล์ประจำวันกับค่าสายตาที่วัดได้มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเลือกระดับ Corridor ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดึงประสิทธิภาพของตัวเลนส์โปรเกรสซีฟที่เลือกออกมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

 

คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)

 

ทำไมด้านข้างของเลนส์จึงเบลอ?

 

พื้นที่ด้านข้างเบลอเกิดจาก ค่าสายตาเอียงที่ไม่พึงประสงค์ (Unwanted Astigmatism) ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางการออกแบบเลนส์โปรเกรสซีฟ เพราะเมื่อเราสร้างความโค้งผิวเลนส์เพื่อไล่ระดับกำลังค่าสายตาจากโซนมองไกลลงมาโซนมองใกล้ ความโค้งของผิวเลนส์ที่เปลี่ยนไปจะสร้างพื้นที่ภาพเบลอขึ้นที่ด้านข้างทั้งสองฝั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

โครงสร้างแบบ “Hard Design” vs. “Soft Design” ต่างกันอย่างไร?

 

Hard Design จะเน้นพื้นที่การมองเห็นที่กว้างและคมชัดสูงแต่แลกมาด้วยอาการภาพวูบวาบในการใช้งานช่วงแรกแล้วจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ส่วน Soft Design จะกระจายภาพบิดเบือนให้นุ่มนวลกว่าช่วยให้ปรับตัวง่ายและสบายตา แต่จะมีพื้นที่การมองเห็นที่แคบกว่าแบบแรก

 

รายชื่อแบรนด์เลนส์โปรเกรสซีฟที่สามารถเลือก Variable Corridor ได้ เพื่อโครงสร้างเลนส์ที่สมบูรณ์แบบ

 

เทคโนโลยี Variable Corridor ช่วยให้เราออกแบบโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟให้สอดคล้องกับค่าสายตาและพฤติกรรมการใช้สายตาของผู้สวมใส่ได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันเลนส์โปรเกรสซีฟจากแล็บชั้นนำที่มีฟีเจอร์นี้ประกอบด้วย

 

    1. Zeiss และ Rodenstock
    2. Hoya (รุ่น Lifestyle 3 ขึ้นไป)
    3. Tokai (รุ่น Neuro 3X ขึ้นไป)
    4. Essilor (รุ่น Varilux Comfort Max F-360 ขึ้นไป)

 

การมองเห็นที่ไร้รอยต่อ ด้วยการดีไซน์โครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลที่ Occura

 

เลนส์โปรเกรสซีฟ คือศิลปะแห่งการปรับสมดุลการมองเห็นทั้ง 3 ระยะให้ไร้รอยต่อ ซึ่งต้องอาศัยการเลือกโครงสร้างและค่า Corridor ที่แม่นยำให้สอดคล้องกับค่าสายตาและไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล เพื่อมอบความสบายตาและภาพที่บิดเบือนน้อยที่สุด

 

Occura ร้านแว่นตาที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล โดยทีมนักทัศนมาตรที่วิเคราะห์ทุกรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน พร้อมเทคโนโลยีการตรวจวัดชั้นสูง เพื่อส่งมอบแว่นโปรเกรสซีฟที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ

 

ร้านแว่นตาโอคูระ ดูแลระบบการมองเห็นแบบครบวงจร จุดเริ่มต้นการดูแลสายตาที่สมบูรณ์แบบ

 

แว่นตาโอคูระ

100/74 อาคารว่องวานิช บี ชั้น 23 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

Recent Posts

This website uses cookies.